สถาปัตย์ กัดฟันฝัน ตอน3
posted on 27 Apr 2009 01:43 by ar51เห็นในทีวี ละคร หนัง โฆษณา... ล้วนสร้างภาพลักษณ์ให้เด็กถาปัดว่า
"แนว" "อินดี้" "ติสต์แดก" "ตลกโปกฮา" ที่สำคัญคือ
ไม่ว่ายังไง ก็ต้อง "ดูเท่"
วันนี้จะมาตีแผ่ความจริง ว่าจริงๆแล้วมันเป็นอย่างนั้นหรือไม่?
ทำไมต้องแนว ? ทำไมต้องผมรุงรังไม่อาบน้ำ...เป็นแฟชั่นรึเปล่า?
ทำไมคณะนี้เป็นดารากันเยอะจัง?
ในตอน... "เด็กถาปัด ทำไมต้องแนวววววว"
อยากรู้มั้ยคะ ว่าวันหนึ่งๆของเด็กถาปัด เค้าทำอะไรกันบ้าง?
ถ้าเป็นวันเรียนเลคเชอร์ธรรมดา
ตื่นนอน อาบน้ำแปรงฟัน โกยข้าวของบนโต๊ะดราฟใส่กระเป๋า วิ่งไปเรียน
เข้าสาย... (บางคน) นั่งวาดรูปเล่นในสมุด หมดคาบเรียน กินข้าวเที่ยง (สังเกตว่าไม่มีข้าวเช้า)
นั่งเมาท์คนนู้นคนนี้...อัพเดทข่าวสารประจำวัน (บางคนเค้าเรียกนินทา) เรียนบ่าย
หลับบ้างอะไรบ้าง เพราะหนังท้องตึง ... ตื่น หมดคาบ
ไปชิว เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระ "หมดวัน"
ที่ ชิว อาจจะเป็น ร้านอาหารใดๆในห้างที่นั่งได้นานๆ หรือว่าร้านหนังสือเพื่อไปหาไอเดียอะไรบางอย่าง(แต่ไม่เคยซื้อ) หรือถ้ามีตังค์หน่อยก็ไปดูหนัง
กลับบ้าน นอน ตื่น เปิดคอม นั่งคิดแบบเรื่อยเปื่อย คิดไม่ออกก็ไปนอน คิดออกดีใจ...ไปนอน
โอ้โห... ดูชิวจังเลย ไหนว่างานหนัก
มาดูวันก่อนส่งแบบ(ร่าง)และวันส่งแบบกันบ้าง
(คือ หนึ่งสัปดาห์ จะมีตรวจแบบสองครั้ง หนึ่งโปรเจคก็ตรวจแบบประมาณสิบครั้งหรือน้อยกว่า)
ถ้าเป็นวันก่อนส่งแบบ... ตอนเย็นอาจมีการเข้าห้องสมุดก่อนกลับบ้าน เพื่อหาแรงบันดาลใจ(บางคนเรียกว่าลอก)
กลับถึงบ้าน...ด้วยความมีำไฟ ก็คิดแบบไปก่อน
อ๊ะ!!!คิดไม่ออก... ไปดูทีวีดีกว่า ถือว่าคลายเครียด
ดูเพลินจนเที่ยงคืน กลับมาคิดแบบต่อ เพราะบางคนบอกว่า ไม่ดึกสมองไม่ไหล
(สมองไหล = สมองแล่น)
เอ้า...แต่จริงๆนะคะ ของพรรค์นี้มันบังคับกันไม่ได้ จู่ๆจะคิดออก มันก็จะแว้บเข้ามา
เหมือนโึคนันไง... มักจะไขคดีได้ตอนเผลอๆ
พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ได้ ตอนกำลังจะเอนตัวลงนอน
คิด คิด คิด
คิดไม่ออกว่ะ... ไปนอนดีกว่า เดี๋ยวตอนเช้าค่อยตื่นมาทำ (ขณะนั้นเวลาตีสี่)
เด้งขึ้นมาตอนตีห้า... ชิบหาย ยังไม่มีแบบส่ง!!
(จริงๆหลับไม่สนิท เพราะว่ามีห่วง)
ก็เร่งๆทำแบบ... สุดท้ายมันก็ต้องคิดออกจนได้ เพราะยังไงมันก็ต้องมีส่งน่ะ
ตัดโมเดลแบบร่าง....จนถึงสายๆ ดูนาฬิกาอีกที ชิบหายสายแล้ว มีเช็คชื่อด้วย
กรี๊ดดดด เสื้อยังไม่รีด
ถ้าเป็นผู้ชายก็หยิบเสื้อโปโลมาใส่กับกางเกงยีนส์
ถ้าเป็นผู้หญิงก็ใส่ชุดนิสิตปกติแล้วใส่เสื้่อกันหนาวทับ (ฤดูร้อน)<--- (วันไหนเห็นมังคุดใส่เสื้อกันหนาวในหน้าร้อน แปลว่า ไม่ได้รีดเสื้อ)
ตอนบ่าย ก็ส่งแบบร่างให้่อาจารย์ตรวจ
ก็จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์* ให้มาพัฒนาแบบต่อ (?)
(*ขึ้นอยู่กับอาจารย์... ว่าแบบจะได้พัฒนาจริงหรือไม่)
ผลจากการตรวจแบบ อาจส่งผลให้เด็กถาปัดผู้นั้น เสียสติ ร้องโหยหวน หรืออาจยิ้มร่าบ้าบอ ก็ได้
เลิกเรียนก็ไปเฉลิมฉลอง วาระ "ปลอบใจ" หรือ "แสดงความยินดี" ก็แล้วแต่กรณี
กลับถึงบ้าน ก็จะวนเข้าสู่ลูป "วันเรียนปกติ" ต่อไป
แล้วเมื่อสัปดาห์นรกมาถึงล่ะ??
สัปดาห์นรกนี้ คือ สัปดาห์ส่งแบบจริง (คือผ่านการตรวจแบบมาแล้วเกือบๆสิบครั้ง)
ซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลาที่เพื่อนๆคณะอื่นเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ (ทั้งมิดเทอมและไฟนอล)
ใครที่อยากเข้าถาปัด เพราะว่า ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบ ก็.... ดีใจด้วยค่ะ
แต่คุณจะหนีเสือปะจระเห้
คือการอ่านหนังสือสอบที่ว่าทรหดอดทนนั้น
การทำโปรเจคมันทรมานกว่านั้นมาก
ด้วยแบบที่ไม่ลงตัว ซึ่งหมกเม็ดมานานไม่ยอมบอกอาจารย์ เพราะกลัวโดนด่า
วันนี้ก็ถึงคราวรับกรรม ต้องมานั่งเคลียร์นู่นนิด นี่หน่อย... รวมๆกันก็เยอะมาก
(แบบที่ไม่ลงตัว เช่น บันไดกี่ขั้น ลูกตั้ง ลูกนอน ยังไม่ได้คิด, โครงสร้างหลังคาทำยังไง,
ยังไม่เคยดราฟรูปตัดส่ง....,หลังคาไม่ลงตัว ซ้อนกันมั่วซั่ว,ไม่สวย,สัดส่วนไม่ดี ฯลฯ)
ความที่ "เยอะมาก" นี้ จึงทำให้ต้องขลุกอยู่กับแบบจนหัวฟู ทั้งวันทั้งคืน
ไม่ได้ไปไหน นอกจากโต๊ะดราฟ คอม ห้องน้ำ โต๊ะดราฟ คอม ห้องน้ำ โต๊ะดราฟ ...
ช่างชวนให้สุขภาพจิตเสียจริงๆเลย
กว่าจะได้ส่งแบบ สัปดาห์นั้นก็นอนไปทั้งหมด.... หกชั่วโมงถ้วน อะไรอย่างนี้
(สุขภาพกายก็เสื่อมไปด้วย)
เคยสงสัย ว่าทำไมพวกเด็กถาปัดต้องสูบบุหรี่
เคยถามมัน มันบอก "เครียด!!!" ... อันนี้ก็ไม่แนะนำให้ทำ
เพราะว่าสูบบุหรี่มีแต่จะดึงเงินออกจากกระเป๋า แล้วก็ต้องใช้เงินทำโปรเจค ทำโมเดล ปรินท์ฺเพลทอีกเป็นพัน ... จน จน จน
เวลาทำงาน มันก็จะง่วง แต่ละคนก็มีวิธีแก้ง่วงต่างๆกันไป
บางคนกินกาแฟ บางคนกินM-150 บางคนกระโดดตบ บางคนก็นอนไปเลย ...ช่างแม่งแล้ว
คนเรียนสถ.ไทย กินกาแฟไม่ได้ เพราะกินแล้วจะมือสั่น เขียนลายไทยไม่ได้
ก็ต้องแปรงฟัน แปรงฟัน แปรงฟัน
ถ้าเห็นเด็กสถ.ไทยสูบบุหรี่จัด แต่ฟันยังขาว... ก็เพราะว่าแปรงฟันคืนละห้าครั้งนั่นเอง!!!
ตัวฉันนั้น เคยได้ยินเพื่อนบอกว่า อาจารย์เล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนกินM-150ผสมกาแฟ... เอาอยู่!!!
(กาแฟเอาฉันไม่อยู่จริงๆ) วันนั้นก็เลยลองดู
เค้าเตือนมา ว่ารสชาติจะแย่มาก... ก็ทำใจในจุดนี้ไว้แล้ว
ฝืนกินจนหมด... ทำงานๆไป ชักรู้สึกปวดหัว มึนๆ คลื่นไส้....อ๊ะ สงสัยเป็นเพราะไม่ได้นอน
งีบซักหน่อยแล้วกัน ก็สั่งเพื่อนว่า อีกสิบห้านาทีปลุกด้วยนะเอ็ง
ก็นอน พลิกไป พลิกมา ... เอ๊ะ ทำไมไม่หลับ??
...
..
.
หลับก็บ้าแล้ววววววววว โดปไปซะขนาดนั้น!!!
ปรากฏว่าพอลุกขึ้นมาเท่านั้นล่ะ... อ้วกแตกเลยค่ะพี่น้อง
ขนาดไม่เคยกินเหล้าจนเมา... ก็รู้สึกได้ว่าอาการแฮงค์มันเป็นอย่างงี้นี่เอง
พออ้วกจนหมดไส้หมดพุง (ทั้งที่ไม่มีอะไรอยู่ในไส้ในพุง) ก็หายปวดหัว
กลับมาทำงานต่อได้
...เอ่ออ จงจำไว้สหายทั้งหลาย เวลาท้องว่างห้ามกินกาแฟ
โดยเฉพาะกาแฟผสมM-150!!! ...อัปปรีเย่มากๆ
คืนสุดท้ายก่อนส่งแบบจริงๆจะเรียกว่า "วิกฤต"
คำนี้ เป็นคำที่คุ้นเคยของเด็กถาปัด ....
วิกฤต จะแปรผกผันกับ จำนวนชั่วโมงที่ได้นอน
อย่างฉัน วิกฤตมากที่สุดทุกครั้ง ก็ไม่ได้นอนเลยซักครั้ง....
ปกติแล้ว จะนัดส่งงานเวลา9โมง ... เก้าโมงนี้ต้องตรงเวลา ไม่มีข้ออ้างใดๆทั้งสิ้น
(พอมาปีสาม จะเปลี่ยนเป็นเที่ยงตรง)
มิพักพูดถึงการแต่งหน้าทำผมสวยพริ้งมาส่งงาน.... อาบน้ำยังไม่มีเวลา
ถ้าเห็นใครเดินใส่ชุดนอนอยู่ในจุฬาฯ ให้สงสัยไว้ก่อน ว่าอยู่ถาปัด (ไม่ได้นอน..ใส่ชุดนอนทำไม?)
ส่งงานเสร็จก็เฉลิมฉลอง วาระ "เสร็จซะที"
อาจเห็นใครแต่งกายสถุน ... นั่งแบพุงอยู่ในซิสเล่อร์ โอโตย่า โออิชิ ฟูจิ หรือร้านอะไรหรูๆ
ให้สงสัยไว้ก่อน ว่าอยู่ถาปัด ... ถามว่าทำไมต้องกินแพงๆ จะตอบว่า "กินแทนสามวันที่ไม่ได้กินอะไรเลย" (แถมอ้วกออกมาอีก)
หลายคนที่อ่านมาถึงนี่... จะถามว่า "ไม่เห็นเหมือนชื่อตอน??"
คือจริงๆ ทั้งหมดที่เล่ามาให้ฟังนี่ มันเป็นเหตุและปัจจัย ทำให้เกิดอาการที่คนอื่นเรียกว่า "แนว"
ถ้าลองจับผิดเรื่องที่เล่ามา จะพบอาการแนวมากมาย
"เซอร์" "ผมยุ่ง" "ไม่อาบน้ำ"(แนวเหรอ) "แต่งกายยับเยิน" "ใส่ชุดนอนมามหาลัย" "หอบข้าวของ"
คือ เอาเป็นว่า มันแนวโดยธรรมชาติ ... ไม่ได้จะเป็น "เด็กแนว" ตามแฟชั่น ไม่มีใครมานั่งคิดว่า วันนี้กูจะแนวยังไงดีวะ ... วันนี้ผมจะยุ่งยังไงดีจะไม่อาบน้ำกี่วันดี ...รองเท้านี่ซกมกได้ที่รึยังนะ ใส่ชุดนอนตัวไหนไปส่งงานดี ฯลฯ ...
อย่างเช่นผมทรงนี้...บางคนบอกแนว จริงๆเกิดจากความพลาดในการตัดผมตัวเอง
เพราะรู้สึกว่าการไปร้านตัดผมเพื่อตัดหน้าม้าอย่างเดียวนั้น ช่างสื้นเปลือง
เพราะมันไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องหยิมพวกนี้แล้ว..... เอางานให้เสร็จก๊อนนนนนนน!!!
แต่ภาพลักษณ์ตามสื่อ ที่เห็นว่าเท่ๆนั้น... มันก็มีมุมจริงอยู่เหมือนกัน
เนื่องจากเราเรียนดีไซน์มา เราก็ค่อนข้างมีรสนิยมที่ดี
เวลาจะออกไปพบปะประชาชน ก็จะทำตัวให้ดูดีเป็นเหมือนกัน
แต่ดูดีของเรา อาจจะต่างจากดูดีของคนอื่นไปบ้าง ...
โดยเป็นการนำวิชาพื้นฐานการออกแบบมาใช้ ... แต่งกายสีอะไรต้องคิดตลอดเวลา
ใครแต่งตัวผิดสี ผิดสกีม จะโดนประนามสามวันเจ็ดวัน
ผู้หญิงถาปัด จะมีอยู่ไม่กี่ทรง
หนึ่ง ตัดสั้นเพราะไม่ต้องหวี
สอง ดัดหยอยเพราะไม่ต้องหวี
สาม ผมธรรมชาติไม่ต้องหวี
แล้วแต่ ถ้ามีอะไรสำคัญๆ ก็จะหันมาหวีบ้างอะไรบ้าง...
(แต่บางคนก็สวยตลอดเวลา)
ส่วนผู้ชาย...
ปีหนึ่ง จะไว้ผมยาวก่อน เพราะเก็บกดจากตอนม.ปลาย ทรงหัวเกรียนรด.
ปีสอง สรรหาทรงต่างๆ บางคนไปดัดอัฟโฟร่ บางคนไปถักเดร๊ดล็อก บางคนหัวหยิกก็ไปยืด
ปีสาม พบว่าผมทรงต่างๆนั้นดูแลยาก เสียเวลาทำมาหากิน... ก็ไปโกนหัวทิ้ง เหลือเป็นสกินเฮด
ปีสี่ สกินเฮดยาวขึ้น ก็ตัดรองทรงแบบม.ปลายเพื่อความอ่อนเยาว์ บางคนตัดสกินเฮดแล้วมีคนชมว่าหล่อ ก็ไม่้ต้องยาวกัน
ปีห้า ช่างหัว ...เอาทีสิสให้รอดก่อน !!
เอ๊ะ...สงสัย ทำไมเป็นดารากันเยอะนะ?
พี่โจAF และน้องพี่อ๊อฟ
ไม่รู้เข้าข้างตัวเองรึเปล่า แต่รู้สึกว่าคณะชั้นนี่หน้าตาดีนะ (เฉลี่ยๆสิ)
ก็เป็นดารากันไปเพราะหน้าตาดี... อันนี้ไม่เกี่ยวว่าอยู่คณะอะไร
แต่อิทธิพลเรื่อง "เด็กถาปัดเป็นดารา" อาจจะเริ่มมีสมัยซูโม่ ที่เป็นรุ่นพี่เก่า
เช่น ซูโม่กิ๊ก ซูโม่ตู้(กรี๊ดดดดดดด) หรือสมัยเฉลียง พี่ดี้ พี่จิก(กรี๊ดดดดดด) พี่เจี๊ยบ
ส่วนมากก็ "เกิด" มาจากละคอนถาปัด ...จริงๆไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับการแสดง
แต่เรียนดีไซน์...
เรียนดีไซน์ จะทำอะไรก็ได้(ยกเว้นอาชีพเฉพาะทาง) อันนี้เป็นเรื่องจริงนะ เพราะการดีไซน์เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสรรพสิ่ง
เรียนถาปัด เป็นการเรียนเพื่อ "สร้าง" สร้างได้ทุกอย่างไม่ใช่แค่บ้าน เพราะเราเรียน สร้างสรรค์ เรียนให้วิเคราะห์เป็น แล้วสังเคราััะห์สิ่งใหม่ๆได้
โจทย์คือ "จงใส่ชุดจีน!!"
อยากทำอย่างอื่น ก็ศึกษาเพิ่มเอา
ไม่มีงานทำ ก็สร้างงานเองได้
เด็กถาปัดไปขายก๋วยเตี๋ยว ก็มั่นใจเลยว่า ก๋วยเตี๋ยวนั้นไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวธรรมดา มันต้องมีอะไรที่ผ่านการดีไซน์แล้ว เพิ่มลงไป
ที่ว่าดีไซน์นี่... ไม่ใช่ว่าเอาสวยๆ เก๋ๆ อย่างเดียวนะคะ
ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "เหตุผล"
เพราะ เราเรียนรู้มาตลอดว่า ทุกอย่างต้องมีที่มา ทำไมต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ทำไมผนังต้องเอียงทำไมต้องมีสองชั้น ทำไมห้องรับแขกต้องเป็นดับเบิ้ลสเปซ ทำไมสระน้ำต้องอยู่กลางบ้าน ทำไมหลังคาต้องเอียง35องศา ... ทำไม ทำไม ทำไม
ถึงคำถามที่ว่า "เด็กถาปัด ทำไมต้องแนว"
ก็ ตอบตรงนี้เลยว่า... เราไม่ได้คิดเลยว่า เราจะแนวไปทำไม ทุกอย่างเป็นกระบวนการค้นหาตัวเอง...ทีี่ต้องผ่านการทดลองหาคำตอบ และเป็นธรรมชาติ เป็นเหตุเป็นผล หาสไตล์ให้ตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ชอบก็เปลี่ยนอีก ชอบก็เอา
บางคนมันก็ค้นหาตัวเองกันอย่างงี้
แต่ถ้าเราตอบได้ว่า... "ทำไมชั้นต้องแนวด้วยวะ?"
แล้วมันมีเหตุผลเพียงพอว่า ทำไมชีวิตคนเรา ต้องถึงได้ชื่อว่าเป็น "เด็กแนว"
เราก็จะหาทางเป็น "เด็กแนว" ได้โดยไม่ยาก...(เพราะเรียนมา)
อาการเด็กแนวตามท้องตลาด อาจจะเป็นการแต่งตัวแปลกๆ ไม่เข้าชุด ใส่ชุดอะไรที่ชาวบ้านไม่ใส่
ใส่สีไม่เข้ากัน... ใส่รองเท้าคนละข้าง และอะไรก็ตามที่ขัดกับสิ่งที่เรียกว่า "รสนิยมดี"
ซึ่งเราไม่ได้ตั้งใจจะทำ
เพราะไม่รู้ว่า "ทำไปทำไม?"
ปล.นิยามคำว่า "แนว" ของแต่ละคน อาจไม่เหมือนกัน... แต่สำหรับฉันมันคือสิ่งที่กล่าวไปสามสี่บรรทัดก่อนหน้านี้
เอนทรี่ที่เกี่ยวข้อง
สุดท้าย
ฝากด้วยค่ะ บัตรยังเหลืออยู่
อีกสิบวันจะเล่นแล้ววววว
Godfather_promote.mp3 -
edit @ 27 Apr 2009 02:12:33 by Fonn || AR51

~
#1 By *~+เมื่อดอกไม้ผลิบาน ความหวานเริ่มผลิใบ+~* on 2009-04-27 01:54