สถาปัตย์ กัดฟันฝัน ตอน2
posted on 23 Apr 2009 01:25 by ar51เอนทรี่ที่แล้ว ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
ก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ไม่นึกว่าจะฮอต...เห็นน้องๆกำลังจะเลือกคณะกัน ก็เลยอัพซะหน่อย
จะได้ไม่มีใึีครมึนๆมาเรียนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เอาล่ะค่ะ อย่ามาอินโทรอะไรกันให้วึ่นวือ... เริ่มเลยละกันกับ
ตอน..."เรียนอะไรนักหนา ตั้งห้าปี!!!"
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ
เพราะว่าสถาปัตย์เป็นศาสตร์ที่รวมเอาวิทยาศาสตร์และศิลปะมาใช้ร่วมกันในแบบที่เรียกว่า
กึ่มๆทั้งสองฝั่ง... จะบอกว่าเป็นศิลปะประยุกต์ก็ได้ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ก็ไม่ผิดเหมือนกัน
หลายคนคิดว่า "ชอบวาดรูป ไปเรียนถาปัดดีกว่า" (หลายคนจริงๆ) ซึ่งอันที่จริง ถ้าชอบวาดมากๆก็แนะนำให้ไปเรียนศิลปกรรมไปเลยน่าจะดีกว่า
เพราะจะได้ไม่ต้องมาทนทรมาน ทรกรรม เรียนฟิส่ง ฟิสิกส์ เรียนก่อสร้างอะไรก็ไม่รู้ให้วุ่นวายชีวิต
จริงๆฟิสิกส์แบบถาปัด วิดวะมาเจอคงบอกว่า "หมู"
แต่เอาเข้าจริง สำหรับอิฉันก็ไม่"หมู"... เพราะว่า โง่ฟิสิกส์อยู่เ็ป็นต้นทุนชีวิต เพราะงั้น ณ จุดนี้ก็ต้องพยายามกันต่อไป
ถ้าถามว่า "วาดรูปไม่เป็น เข้าได้มั้ย" ขอตอบว่า "ไม่ได้"
แต่ถ้าถามว่า วาดไม่เก่ง เข้าได้มั้ย.....ตอบง่ายๆเลยว่า "ได้ค่ะ"
เพราะจริงๆแล้ว เพียงเรามีความคิดสร้างสรรค์ มีไอเดียดีๆที่ิอิงหลักความจริง ไม่ใช่เพ้อๆเมาฝิ่นเมาปุ๊น แล้วสามารถสื่อความคิดดีๆนั้นออกมาให้คนอื่นเห็นภาพตามด้วย ก็พอแล้ว
แต่เนื่องจากเป็นคณะถาปัด เราก็จะไม่บรรยายอะไรให้มันยืดยาว น่าง่วงนอน
อาจารย์จึงสอนเราตั้งแต่ปีหนึ่ง ว่า ให้สื่อด้วย "ภาษาภาพ"
นี่ล่ะค่ะ... คือที่มา ที่ว่า "ทำไมเรียนถาปัดต้องวาดรูปเก่ง"
จะบอกให้ว่า จริงๆแล้วในคณะนี้ จะมีีพวกวาดการ์ตูน และพวกวาดรูปมือวางอันดับหนึ่งของโรงเรียน ของจังหวัด ของประเืทศมาเข้าเยอะแยะมากมาย
แต่.... ไม่ใช่ส่วนใหญ่นะคะ
คนธรรมดาก็มีค่ะ... แล้วก็ค่อยมาเก่ีงกันข้างในนี้ก็เยอะ (เห็นเพื่อนเก่ง ก็ต้องถีบตัวเองตาม)
พี่ว่านะ... จะวัดว่าใครเก่ง น่าจะวัดที่ความสามารถในการพัฒนาตัวเองมากกว่า
เพราะว่าจริงๆเราอาจมีต้นทุนน้อยกว่าชาวบ้านเค้า .... เนอะ
ดังนั้น อย่าไปกลัวค่ะ... เรื่องทักษะนั้นพัฒนากันได้
ถ้ารู้ตัวว่าทุนน้อย ก็ต้องเหนื่อยกว่าคนอื่น... ถึงจะได้ผลเท่าคนทุนเยอะ (แต่คนทุนเยอะจะไปเพิ่มทุนอีกหรือไม่ นั่นก็อีกเรื่องนึง)
เอ๊ะ... นี่ยังไม่ได้เล่าเลยนี่นา ว่าปีหนึ่งเรียนอะไร ฮ่าๆๆๆๆ
อ่ะ...มาค่ะ
ปีหนึ่ง
อย่างที่บอกไปเมื่อกี๊ ว่าเป็นการทำความคุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกว่า "ภาษาภาพ"
นั่นคือ อาจารย์จะจับเราล้างสมอง สอนศิลปะกันใหม่หมดตั้งแต่ต้น
อาจารย์ท่านหนึ่ง ถึงกับพูดว่า "ให้ผมไปสอนคนป่า ผมว่ายังสอนง่ายกว่าพวกคุณอีก"
ถ้าถามพี่นะ...
พี่คิดว่า คนที่เข้ามาถาปัดจุฬาฯได้เนี่ย อย่างน้อยๆต้องเคยเป็นอะไรในโรงเรียนมาก่อน
หรือเก่งกาจอะไรซักด้านนึง (ซึ่งมักจะมีอดีต ว่าีที่นักกีฬาทีมชาติ แฝงตัวมา!)
ดังนั้น อาจารย์จึงต้องทำการ ละลายพฤติกรรม และทุบกำแพงอีโก้ทิ้ง
ให้มันรู้ตัวว่า ไอ้ที่แกคิดว่าตัวเองเก่งมาจากไหนเนี่ยนะ...จริงๆแล้วมันไม่ใช่.... แกคิดไปเอง
อะไรอย่างนี้
ดังนั้น... ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ พบเด็กถาปัดหัวรุนแรง ก็... เพราะเหตุนี้เองค่ะ = =''
จำได้ว่าตอนปีหนึ่งเทอมหนึ่งเนี่ย... ท้อมากๆเลย
เพราะว่าต้นทุนน้อยกว่าคนอื่นเค้าจริงๆ ไม่มีประสบการณ์พบเห็นของสวยงาม ด้วยมีภูมิลำเนาอยู่จ.นราธิวาส
(ขอให้พยักหน้า..เห็นด้วยเถอะค่ะ)
ร้องไห้บ๊อยบ่อย...แบบว่า..เฮ้ยย ทำไมมันเป็นอย่างงี้ นี่ฉันทำเต็มที่แล้วนะ
แต่ดีอยู่อย่าง ที่พี่เชื่อมั่นในความฝันของตัวเอง... มีต้นทุนด้านนี้สูงมาก ฮ่าๆๆๆ
ก็เลยฝ่าฟันปีหนึ่งมาได้ โดยไม่เคยคิดจะซิ่วเลยแม้แต่ครั้งเดียว
อ้อออ...ลืมบอกว่า พวกวิชาอื่นๆ ก็จะมี สอนการออกแบบด้วยทฤษฎี
อันนี้ขอขยายความ ...คืองี้ค่ะ
เวลาคนทั่วๆไป เห็นอะไรสวยๆงามๆ ก็จะบอกว่า "เอออ สวยดีนะ"
แต่เด็กถาปัด จะสามารถบอกได้ว่า "ทำไมถึงสวย"
เรียกว่า เรียนเพื่อให้วิเคราะห์เป็น ว่าอย่างไหนเรียกว่าสวย เพื่อนำมาสังเคราะห์สิ่งสวยงามอีกที
แล้วก็มีเรียน ฟิสิกส์อย่างที่บอก... ก็จะประมาณกลศาสตร์ของแข็ง พวกโมเมนต์อะไรอย่างนี้ (คานน่ะค่ะ)
เป็นพื้นฐานๆ เพื่อปูทางไปสู่ระดับสูงต่อไป
แต่!!! ... ไิ้อ้คำว่า พื้นฐาน เนี่ยแหละค่ะ ทำฉันได้ ดอกซ์บวร์ก มาแล้ว
แล้วก็เรียน วัสดุและการก่อสร้าง แบบพื้นฐานๆ
เห็นวิชาที่เรียนกันตอนปีหนึ่งนี่... ก็ต่างกับคณะิอื่นอย่างสิ้นเชิงแล้วนะคะ
คณะอื่นก็คงเรียนคล้ายๆวิชาตอนม.ปลายกัน แต่นี่มันมาเริ่มใหม่หมดเลยทุกอย่าง (ยกเว้นอังกฤษ)
มีเหนื่อยแน่นอนค่ะ แต่ก็สนุกดีนะคะ สำหรับคนชอบลองของ
ก็ไม่แปลกเลยค่ะ...
ถ้าคุณเดินชอปปิ้งอยู่ตามห้าง แล้วเห็นคนทำตัวแปลกๆ
หอบข้าวของเยอะๆ แหงนหน้ามองเพดานห้าง(มันสูงกี่เมตรนะ?)
เอาตัวแนบผนัง (ตรงนี้ระยะเท่าไหร่วะ?)
เดินก้าวยาวๆซักประมาณเมตรนึงแล้วทำปากขมุบขมิบ (อ่า...ห้าเมตรมันแคบแค่นี้เองเหรอฟระ?)
เคาะเสา เคาะผนัง เคาะโต๊ะ เคาะัพื้น แล้วเอาหูแนบ (วัสดุอะไรอ่ะเนี่ย?)
หนักข้อมากๆ ก็ดึงตลับเมตรออกมาวัดกันกลางห้าง!!!
กว่าจะผ่านปีหนึ่งไปได้...
เพื่อนก็หายไปแล้วประมาณห้าคน! (จากสามร้อย... ถือว่าเยอะหรือน้อยคะ?)
เหตุผลก็เช่น... "มันไม่ใช่เราอ่ะ" "คุณแม่ไม่ปลื้ม...เค้าอยากให้เป็นหมอ" "คุณแม่กลัวเสียสุขภาพ" "เกรดน้อย"
ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ... ไม่ว่าเราจะเรียนคณะอะไร
"อย่าซิ่วเพราะเกรดน้อย" ไอ้เรื่องเกรดน้อย มันมีหลายปัจจัย ต้นเหตุก็มีทั้งตัวเราเอง(ไม่ขยันพอ) เพื่อน(เก่งเกินไป แล้วมาตัดเกรดแบบอิงกลุ่ม...ซวย) อาจารย์(ชอบคนสวย)
เพราะถึงเราจะซิ่วไปอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ไม่พัฒนาตัวเอง เกรดมันก็น้อยอยู่วันยังค่ำนั่นแหละค่ะ
ขอให้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดนะคะ ... แล้วแก้ไขให้ตรงจุด
พอมา ปีสอง
ก็ได้เจาะลึกความเป็นสถาปนิกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาโครงสร้าง วิชาก่อสร้าง ... เราก็เริ่มจะรู้อะไรๆที่คนทั่วไปไม่รู้ (ความรู้ของเด็กปีสองเตรียมสอบ สามารถไปช่วยพ่อแม่คุมงานช่างก่อสร้างได้)
มีวันนึงฉันไปเที่ยวสยามกับเพื่อนต่างคณะ เดินๆอยู่ก็ชะงัก เพื่อนตกใจ
"เป็นอะไรวะ?"
"...บันไดผิดกฎหมาย!"
"ฮ้า?...." (ตกใจมาก)
ได้ออกแบบบ้าน อาคารสาธารณะที่ใหญ่ขึ้น
ไิอดี แลนด์ และผังเมือง ก็จะได้ไปเรียนอะไรที่เป็นวิชาเฉพาะภาค
พอถึงจุดนี้ ต้นทุนที่บอกว่าน้อยกว่าชาวบ้านเค้า ก็เริ่มจะสูงขึ้นแล้ว เพราะได้ปรับพื้นฐานกันตอนปีหนึ่ง
แต่ว่าถ้าปีหนึ่งไม่ตั้งใจเรียน ก็จะมีกรรมเก่าติดตัวมา โดยเฉพาะวิชาโครงสร้าง (ต่อไปจะเรียก สตรัคเจอร์)
พวกปีสองนี่ ก็จะเริ่มหางานให้ตัวเอง เพราะรู้สึกว่าว่างขึ้น
โดยการติวน้อง วิชาความถนัดสถาปัตย์ เนี่ยแหละ (ความสามารถด้านอื่น ถูกล้างสมองไปแล้วตอนปีหนึ่ง)
ถ้าใครอยากหาคนติว... เย็นๆ หรือวันเสาร์ ก็เดินดุ่มๆเข้าไปในคณะ เจอใครก็ถามเลยว่า รับติวมั้ยคะ?
กล้าๆหน่อย ... พี่เข้าใจว่า คณะนี้มันมีอะไรบางอย่าง ทำให้รู้สึกว่า "อย่าเข้าไปนะ .. อันตราย"
(ที่จริงก็....จริงนะ) อา แต่เข้าไปได้ ไม่เป็นไร
ปีสาม
สเกลอาคารที่ออกแบบก็ใหญ่ขึ้น...
เรียนก่อสร้างแบบลึกขึ้น
แต่...วิชาสตรัคเจอร์กลับง่ายลง ... จะว่าไปก็คงจะง่ายกว่า "พื้นฐาน"ตอนปีหนึ่งด้วยซ้ำ
แต่เนื่องจาก กรรมเก่า ที่สะสมมา ทำให้ไม่เข้าใจเนื้อหาง่ายๆ (บัดซบ)
หนูๆจำไว้ ตอนปีหนึ่ง ให้ตั้งใจเรียนมากๆ อย่าประมาท
ปีสี่
สำหรับสถ.สเกลอาคารก็ใหญ่ขึ้นมาถึงขีดสุด...
พวกตึกสูง หรือว่าอาคารพื้นที่เยอะๆ เช่น โรงแรมห้าดาว รีสอร์ทใหญ่ๆ โรงพยาบาลใหญ่ๆ
...
ส่วนภาคอื่นๆ ก็เรียนของตัวเองแบบจริงๆจังๆซะที
อย่างเด็ก สน. (อินทีเรีย) ก็จะดีใจว่า ไม่ต้องมานั่งทำตึกแล้ว
อื่ม อันที่จริง ก็ยังไม่รู้แบบเจาะลึก เพราะกำลังจะขึ้นปีสี่
แต่ว่า เห็นพี่ๆบอกว่าสบายกว่าปีสามเยอะ
(เค้าว่ากันว่า...ผ่านปีสามมาได้ก็ถือว่าชนะเลิศ)
ฉันว่าอาจเป็นเพราะความชินชา กับความยากลำบากมากกว่า
ปิดเทอมใหญ่ปีสี่ ก็ไปฝึกงานกันตามออฟฟิศสถาปนิก
ทีนี้ก็จะได้รู้กันว่า... ชื่นชอบชีวิตสถาปนิกเงินเดือนหรือไม่?
ปีห้า
กว่าจะมาถึงนี่...รู้ตัวอีกทีเพื่อนก็หายไปเป็นสิบแล้วล่ะมั้งคะ (ซิ่วบ้าง ตกบ้าง ต้องไปเรียนกับรุ่นน้อง)
ชีวิตที่ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วนของพี่ปีห้า... จะคอยย้ำน้องๆปีหนึ่งว่า "คิดดีแล้วเหรอ"
พอเทอมสอง จะมีมหกรรมรวมสายรหัส เพื่อช่วยพี่ปีห้าทำทีสิส (thesis = วิทยานิพนธ์)
ทีสิสของถาปัดก็คือให้ออกแบบอะไรก็ได้ ที่มีเนื้อที่ใช้สอยเกิน10000ตารางเมตร(สำหรับสถ.)
โดยก็ต้องวิเคราะัห์มาอย่างรอบคอบแล้ว ว่าอาคารที่จะออกแบบนั้น ใครเป็นผู้ใช้บ้าง สร้างแล้วกระทบกับอะไรบ้าง จะทำกี่ชั้น ห้องอะไรบ้าง ...ทำเพื่ออะไร ที่ไหน ยังไง
ต้องคิดมาหมด
ภาคอื่นๆ ก็เป็นอะไรทำนองนี้ แต่ข้อกำหนดก็ต่างออกไป
ถึงฉากสุดท้ายของทีสิส จะเป็นการ จูรี่ (Jury) มีที่มาจาก "คณะลูกขุน"ในศาล
มันก็เหมือนอย่างนั้นจริงๆ คือ เราก็ไปเล่า สิ่งที่เราคิดมาตลอดหนึ่งเทอมให้อาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการฟัง โดยผ่านสื่ออย่าง เพลท (แบบจริง ซึ่งประกอบด้วย แปลน รูปด้าน รูปตัด รูปทัศนียภาพหรือตีป และอื่นๆ) รวมถึง โมเดล
ซึ่งเป็นผลผลิตของ "สายรหัสรวมใจ"
ในวงจรชีวิตปีนึงๆ
ฉันชอบตอนรับน้อง กับตอนช่วยพี่ทำทีสิส มากที่สุด
ไม่รู้สิคะ แม้มันจะเป็นช่วงเวลาที่ห่างกันเกือบปี แต่ความรู้สึกดีๆมันไม่ต่างกันนัก
เป็นความรู้สึกของการ....
"ให้"
ที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทนจริงๆ
ตอนหน้าพบกับ "เด็กถาปัด...ทำไมต้องแนว?"
เอนทรี่ที่เกี่ยวข้อง : แนะแนว...สถาปัตย์ กัดฟันฝัน!
edit @ 23 Apr 2009 03:26:42 by Fonn || AR51
edit @ 24 Apr 2009 00:54:20 by Fonn || AR51
edit @ 24 Apr 2009 01:39:38 by Fonn || AR51
(เลวร้ายที่สุด)

))
สุดยอด
เพิ่งจบถาปัตย์มาเหมือนกันเนี่ยค่ะ..ทีสิสแสนทรมาน
#1 By kaze on 2009-04-23 04:07